รอสักครู่...

  • น.
พื้นที่โฆษณา

ข่าวสุขภาพ

ข่าวสุขภาพ - ลดน้ำหนักทั้งที ไม่รู้จักศัพท์เหล่านี้ได้ไง


ชอบข่าวนี้?
พื้นที่โฆษณา

ทุกวงการย่อมมีคำศัพท์เฉพาะกันทั้งนั้น วงการลดน้ำหนักก็เช่นกัน มือใหม่หรือคนที่กำลังเริ่มลดน้ำหนักคงเคยได้ยินคำศัพท์แปลกๆ ที่คนพูดกันในฟิตเนส แล้วกำลังคิดอยู่ว่า มันหมายความว่าอะไร? เกี่ยวอะไรกับการลดน้ำหนัก?ได้แต่นั่งฟังไปแบบงงๆ มารู้จักคำศัพท์เหล่านี้กันเลยดีกว่า จะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่องสักที

Lean(ลีน)

Lean(ลีน) ถ้าแปลตรงตัว คือ ผอม เพรียว แต่ในวงการลดน้ำหนักจะหมายถึง คนที่มีรูปร่างสมส่วน แข็งแรง ไม่มีชั้นไขมันหรือไขมันส่วนเกิน ดูกระฉับกระเฉง มักจะใช้กับรูปร่างของคนที่เห็นกล้ามเนื้อชัดเจน ดูแน่นกระชับ หรือ ใช้เรียกแทนการลดเปอร์เซ็นไขมันในร่างกาย คำที่เห็นกันบ่อยๆคงจะเป็น ช่วงลีน,หุ่นลีน,กินลีน,อาหารลีน,ลีนไขมัน ซึ่งวิธีการลีนของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่สำคัญของการลีน คือ การลดเปอร์เซ็นไขมันในร่างกายให้ได้เยอะที่สุดโดยที่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อน้อยที่สุด

Bulk(บัลค์)

Bulk(บัลค์) คือ การเพิ่มน้ำหนักตัว หรือการสร้างกล้ามเนื้อ โดยการกินให้ได้แคลอรี่มากกว่าที่ร่างกายต้องใช้ เพิ่มอาหารเป็น 5-6 มื้อต่อวัน เน้นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และอาหารที่มีพลังงานสูง จะไม่ได้เน้นการควบคุมปริมาณไขมันมากนัก แต่การบัลค์ที่ดีควรจะทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าไขมัน วิธีนี้เป็นที่นิยมมากสำหรับนักเพาะกายหรือผู้ที่ต้องการตัวใหญ่ขึ้น การบัลค์แบ่งเป็น 2 สายหลักๆ คือ lean bulk กับ dirty bulk

Lean bulk คือ การ bulk แบบค่อยเป็นค่อยไป เพิ่มปริมาณการกินช้าๆตามน้ำหนักตัว ควบคุมอาหารให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

ข้อดี -ไขมันจะเพิ่มขึ้นน้อย leanได้ง่ายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า

ข้อเสีย -กล้ามเนื้อและน้ำหนักจะขึ้นช้าจะแทบไม่เห็นผลในช่วงแรกๆ

Dirty bulk คือ การ bulk แบบเน้นเร็ว ไม่ควบคุมอาหาร ไม่สนโภชนาการ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า กินตลอดเวลา ไม่หิวก็กิน เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้เร็วที่สุด

ข้อดี -น้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็ว มีแรงเยอะ เล่นเวทได้หนัก มวลร่างกายขยายขึ้นไว

ข้อเสีย -ไขมันเพิ่มขึ้นเยอะ จะลำบากช่วง lean

หากเน้นไปที่การลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว การbulk อาจจะไม่จำเป็น หากเห็นอะไรที่มีคำนี้ให้ข้ามไปเลย ไม่งั้นจากที่น้ำหนักจะลง จะกลายเป็นน้ำหนักขึ้นแทน

BMI(ดัชนีมวลกาย)

Body Mass Index(BMI) คือ ค่าดัชนีมวลกาย ใช้วัดว่ารูปร่างของคนที่อายุ 20 ปีขึ้นไปว่าอยู่ในระดับไหน ตั้งแต่ผอมเกินไปจนถึงอ้วนมาก สามารถวัดได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง มีความแม่นยำสูงเชื่อถือได้ ใช้กันในระดับสากล

สูตรคำนวณหาดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย(BMI) = น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)

ส่วนสูง(เมตร)*2

เมื่อคำนวณจนได้ค่าดัชนีมวลกายแล้ว ให้นำไปเทียบกับเกณฑ์ดัชนีมวลกาย เพื่อดูภาวะน้ำหนักตัว โดยคนไทยจะต้องใช้เกณฑ์ของคนเอเชียเท่านั้น ไม่สามารถใช้เกณฑ์ของชาวยุโรป อเมริกัน หรือ แอฟริกันได้ เนื่องจากคนเอเชียจะมีสรีระเล็กกว่า จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์เพื่อให้ถูกต้องตรงตามโครงสร้างมาตรฐานของชาวเอเชีย

เกณฑ์ดัชนีมวลกายของคนเอเชีย

  • ค่า BMI ภาวะน้ำหนักตัว
  • น้อยกว่า 18.5 น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
  • 18.5 - 22.9 สมส่วน
  • 23.0 - 24.9 น้ำหนักเกินเกณฑ์
  • 25.0 - 29.9 เข้าเกณฑ์โรคอ้วน
  • มากกว่า 30 โรคอ้วน ระดับอันตราย

จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก พบว่า หากค่าดัชนีมวลกายของคนเอเชียเกิน 23 จะมีเพิ่มโอความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะฉะนั้นควรรักษาค่า BMI ไว้ในระดับ 18.5 - 22.9 เพื่อสุขภาพที่ดี สมส่วน ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

Calorie deficit

Calorie deficit หมายถึง การตั้งเป้าหมายว่า เราจะต้องได้รับพลังงาน น้อยกว่า พลังงานที่ใช้ออกไป เพื่อให้ร่างกายนำไขมันส่วนเกินในร่างกายมาเปลี่ยนเป็นพลังงานใช้ทดแทนส่วนที่ไม่พอ ต้องใช้ความรู้และความเข้าใจในการคำนวณแคลอรี่ที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวันเพื่อวางแผนอาหารการกินให้เหมาะสมกับการลดน้ำหนัก ซึ่งสูตรคำนวณมีตามขั้นตอนดังนี้

1.หาค่า Total Daily Energy Expenditure(TDEE) หรือ ค่าพลังงานที่ใช้ต่อวัน ด้วยสูตร

TDEE = BMR x กิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน

BMR = พลังงานพื้นฐานที่ใช้ในการดำรงชีวิต

ผู้ชาย BMR = 10 x น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) + 6.25 x ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 5 x อายุ (ปี) + 5

ผู้หญิง BMR = 10 x น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) + 6.25 x ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 5 x อายุ (ปี) – 161

เมื่อได้ค่า BMR ให้นำมา x กับ กิจกรรมต่างในแต่ละวัน ตามเรทนี้

Sedentary : นั่งเฉยๆ ไม่ได้ออกกำลังกาย = BMR x 1.2

Lightly Active : ออกกำลังกายบ้าง 1-3 วันต่อสัปดาห์ = BMR x 1.375

Moderately Active : ออกกำลังกายพอสมควร 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ = BMR x 1.55

Very Active : ออกกำลังกายบ่อยมาก 6-7 วัน ต่อสัปดาห์ = BMR x 1.725

Extremely Active : ออกกำลังกายหนักทุกวัน ทำงานที่ใช้แรงงาน = BMR x 1.9

2.ควบคุมแคลอรี่ต่อวันให้ต่ำกว่าค่า TDEE

โดยเฉลี่ยแล้ว การลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ต้องทำให้เราสูญเสียแคลอรี่ในร่างกาย ประมาณ 7000 kcal

หากเราตั้งเป้าว่าจะกินให้ต่ำกว่าค่า TDEE 500 kcal ต่อวัน = น้ำหนักลด 1 กิโลกรัม ใน 14 วัน

แต่ก็ไม่ควรกินน้อยจนเกินไป จนทำให้ร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอในการมีสุขภาพที่ดี แนะนำให้ลดแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าหักโหม หากรู้สึกว่าแคลอรี่ที่ทานได้น้อยเกินไป ให้เปลี่ยนกิจกรรมในแต่ละวัน ให้เป็นเรทที่สูงขึ้น ก็จะได้ค่า TDEE เยอะขึ้น ทำให้ทานได้มากขึ้นไปด้วย

Metabolism(เมตาบอลิซึม)

Metabolism หรือ กระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย คือ การนำพลังงานจากอาหารที่กินเข้าไปมาใช้ในการดำรงชีพของมนุษย์ กระบวนการนี้จะเป็นตัวกำหนดและควบคุมอัตราการเผาผลาญพลังงาน(Metabolic rate) ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการลดน้ำหนัก หากเรามีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่สูง ก็จะช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น แต่กลับกัน หากเรามีอัตราการเผาผลาญต่ำ ก็จะทำให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องยาก เนื่องจากพลังงานที่เผาผลาญไม่หมดจะเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมในร่างกาย เราสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้ด้วย 4 วิธีนี้

1.เน้นกินโปรตีน

• โปรตีนต้องใช้พลังงานในการย่อยมากกว่าสารอาหารประเภทอื่นถึง 25%

2.เน้นรสชาติเผ็ดร้อน

• พริก จะเพิ่มอัตราการเผาผลาญ 20% เป็นเวลา 30 นาที

3.ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ

• ตับทำหน้าที่เร่งการเผาผลาญพลังงาน การดื่มน้ำน้อย ทำให้ตับทำงานหนัก และเผาผลาญได้ไม่เต็มที่

4.ออกกำลังกาย

• กายออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

Plateau

Plateau คือ ภาวะน้ำหนักนิ่ง จะได้ยินกันบ่อยๆในชื่อ “hit the plateau” หรือที่คนวงในเรียกกันว่า “หิดปลาทู” นั่นเอง ภาวะนี้จะเกิดตอนพยายามลดน้ำหนักไปสักพัก น้ำหนักที่กำลังลดลงก็หยุดนิ่ง ทั้งที่ทำทุกอย่างตามตารางเหมือนเดิม ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารแบบเดิมๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าร่างกายเกิดความเคยชินกับตารางชีวิตแล้ว แต่ก่อนอื่นมาเช็คกันก่อนดีกว่า ที่น้ำหนักไม่ลดลงเป็นเพราะ หิดปลาทู จริงหรือเปล่า

หากเราออกกำลังกาย + คุมอาหารเท่าเดิม กับตอนที่น้ำหนักมากกว่านี้แล้วน้ำหนักไม่ลง ไม่นับว่าเป็นหิดปลาทู อาการนี้เกิดจากการที่ร่างกายพัฒนาขึ้น แต่ตารางฝึกยังเหมือนเดิม จึงไม่สอดคล้องกัน วิธีแก้ง่ายๆ คือ การปรับตารางออกกำลังกายใหม่ ให้มีความหลากหลาย เข้มข้น หนักหน่วงมากกว่าเดิม และการปรับตารางอาหารใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ณ เวลานั้น จำไว้ว่า การฝึกและปริมาณอาหารแบบเดิมๆ ไม่สามารถใช้กับร่างกายได้ตลอดไป ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพร่างกายเสมอ

หากผ่านการเช็คข้างต้นมาแล้ว ลองปรับเปลี่ยนทุกวิธีแล้ว น้ำหนักก็ยังไม่ลดลง อาจจะเป็นสัญญาณว่า คุณกำลังตกอยู่ในสภาวะหิดปลาทู ที่จริงแล้ว อาการนี้เกิดจากควบคุมโภชนาการผิดๆ กินน้อยเข้าขั้นอดอาหารจนร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอ หรือ ออกกำลังกายหนักเกินไป

จนถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้ว ลองแก้ด้วยการพักผ่อนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากนั้น ให้เพิ่มปริมาณอาหารขึ้น 5-10% เน้นสารอาหารที่มีประโยชน์ แต่ออกกำลังกายเท่าเดิม ช่วงแรกๆน้ำหนักจะขึ้น ให้ทำไปเรื่อยๆจนน้ำหนักเริ่มคงที่ โดยเฉลี่ยระยะเวลาในการกู้ระบบการเผาผลาญอยู่ที่ 12-16 สัปดาห์

Body weight(บอดี้เวท)

Bodyweight คือ การออกกำลังกายโดยไม่ใช้อุปกรณ์ แต่ใช้น้ำหนักของร่างกายตัวเองในการสร้างกล้ามเนื้อแทน สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนส ประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกได้อย่างดี ช่วยเผาผลาญไขมัน สร้างกล้ามเนื้อได้ทั่วร่างกาย หรือจะเลือกเฉพาะส่วนก็ได้ ขึ้นอยู่กับท่าที่ใช้ มีความเสี่ยงต่ำ ลดโอกาสบาดเจ็บได้เยอะเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายประเภทอื่น เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยท่าที่เป็นที่รู้จัก คือ plank(ทั่วร่างกาย),burpee(ทั่วร่างกาย),squats(บั้นท้ายและขา), push-up(อกและขา) ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวของ บอดี้เวท คือ น้ำหนักที่ใช้เป็นแรงต้านนั้นมาจากน้ำหนักตัวของเราเอง เมื่อถึงจุดที่เราออกกำลังมาระดับนึง แล้วต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้นไปอีก ก็จะต้องเปลี่ยนไปเล่น เวท เทรนนิ่ง เพื่อพัฒนากล้ามให้ใหญ่ขึ้นแทน

HIIT

High Intensity Interval Training(HIIT) คือ การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงในระดับที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นไปถึง 85-90% จากนั้นพักจนลดลงมา แล้วทำซ้ำวนไปเป็นลูป หนักสลับเบา ใช้เวลาแค่ 10-30 นาทีเท่านั้น แต่สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการออกกำลังกายรูปแบบอื่นถึง25-30% จุดเด่นของการออกกำลังกายแบบ HIIT คือ ภาวะ Exercise afterburn หรือ การเบิร์นหลังออกกำลัง ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ แม้กระทั่งนั่งๆนอนๆก็จะเบิร์นไปด้วย ซึ่งสามารถเกิดได้ยาวนานถึง 48 ชั่วโมง น่าสนใจขึ้นมาเลยใช่ไหมหละ ด้วยเหตุนี้ HIIT จึงถูกจัดให้เป็นวิธีสลายไขมันที่ดีที่สุด แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้มากกว่า 3ครั้ง/สัปดาห์ เนื่องจากความหนักหน่วงของการออกกำลังกายแบบนี้ จะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก หากได้พักผ่อนไม่เพียงพอจะเกิดอาการเครียดและส่งผลเสียต่อรางกาย นอกจากนั้นห้ามออกกำลังกายแบบ HIIT ตอนที่สภาวะจิตใจไม่ดี เพราะ HIIT หนักขนาดที่จะกระตุ้นร่างกายให้เปรียบเสมือนอยู่ในสภาวะหนีตาย ซึ่งจะเพิ่มความเครียดให้ร่างกายเข้าไปอีก หากสภาพร่างกายหรือสภาพจิตใจไม่พร้อมจริงๆ แนะนำให้เปลี่ยนไปออกกำลังกายแบบอื่นแทน รวมไปถึงมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มลดน้ำหนัก หรือคนที่มีโรคประจำตัวด้วย

คำศัพท์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มือใหม่ต้องทำความเข้าใจก่อนลดน้ำหนัก ค่อยๆเรียนรู้กันไป หมั่นศึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีอยู่เสมอ และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะความรู้คู่กับวินัยจะช่วยให้การลดน้ำหนักของทุกคนประสบความสำเร็จ

อายุเท่านี้! ควรออกกำลังกายแบบไหน

ลดน้ำหนักไม่เห็นผล เพราะมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือเปล่า!?

เผาผลาญไขมัน รวดเร็ว และถูกต้อง

สนใจรับเคล็ดลับลดน้ำหนัก เพิ่มกล้าม เพิ่มเติมได้ที่

Facebook :WHEYWWL

Instagram :wheywwl

Twitter :WheyWWL Official

Youtube :WHEYWWL Official


"ข่าวประชาสัมพันธ์ ทันทุกกระแส" กับ @PRNewsThailand

เพิ่มเพื่อน
พื้นที่โฆษณา

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่โฆษณา
คำค้นแนะนำ
Link

ข่าวประชาสัมพันธ์

ฝากข่าวประชาสัมพันธ์

รับทำเว็บไซต์

รับทำเว็บไซต์โรงแรม

เว็บเซลเพจ

เว็บเซลเพจโรงแรม

โรงแรมนครศรีธรรมราช

นครศรีธรรมราช

รวมโรงแรมนครศรีธรรมราช

ผู้หญิง

เว็บไซต์ผู้หญิง

โปรโมชั่น

ความงาม

แฟชั่น

สุขภาพ

ไลฟ์สไตล์

สลากกินแบ่งรัฐบาล

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

หวย

ตรวจหวย

ลอตเตอรี่

เรียงเบอร์

รวมข่าวประชาสัมพันธ์

วงล้อนำโชค

สุ่มเลขนำโชค

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

ท้าวเวสสุวรรณ

หวยงวดนี้

เลขเด่นนำโชค

พระพิฆเนศ

นิวส์ไวร์

newswire

ไทยนิวส์ไวร์

thainewswire

จองตั๋วรถทัวร์

จองตั๋วรถทัวร์ออนไลน์

รีสอร์ทตราด

ตราดรีสอร์ท

โรงแรมตราด

Resort Trat

Trat Resort

ดูดวงไพ่ทาโรต์

ดูดวงไพ่ยิปซี

ดูดวงฟรี

ดูดวงออนไลน์

ดูดวงทั่วไป

ดูดวงการงาน

ดูดวงการเงิน

ดูดวงความรัก

ดูดวงสุขภาพ

ดูดวงการศึกษา

พื้นที่โฆษณา