รอสักครู่...

  • น.
พื้นที่โฆษณา

ข่าวการศึกษา

ข่าวการศึกษา - The Role of Business in a Democracy


ชอบข่าวนี้?
พื้นที่โฆษณา

The Role of Business in a Democracy โดย: ศาสตราจารย์ ดร.รุธิร์ พนมยงค์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เหตุใดประชาธิปไตยจึงมีความสำคัญกับภาคธุรกิจ?

ไม่บ่อยครั้งนักที่คำว่า “ธุรกิจ” และ “ประชาธิปไตย” จะถูกนำมาใช้ร่วมกันในประโยคเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม มันก็มีความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองคำนี้ ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มักจะมีธุรกิจของภาคเอกชนที่ดำเนินงานอย่างเข้มแข็ง ในขณะที่ประเทศที่ด้อยพัฒนากว่ามักจะประสบปัญหาจากภาคเอกชนที่อ่อนแอและการผูกขาดจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ จึงได้เกิดมีงานวิจัยที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งและกำลังทำการศึกษาอยู่โดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) ที่ได้พิจารณาถึงความสัมพันธ์หว่างภาคธุรกิจและแนวคิดระบอบประชาธิปไตย โดยมีข้อสังเกตว่าในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้วพบว่า ระบอบประชาธิปไตยจะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่เพิ่มสูงขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีตัวอย่างจากทางประเทศที่ไม่ได้เป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน โดยตัวอย่างของประเทศจีนที่มักจะถูกนำมาอ้างอิงบ่อยครั้ง แต่หากพิจารณาในระยะยาวแล้ว จะพบว่ายังมีข้อสงสัยอยู่ว่าการเติบโตของประเทศจีนเช่นนี้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงการรายงานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่สูงเกินความเป็นจริง ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่มีผู้ใดจะสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้

ประชาธิปไตยนั้นสามารถปกป้องเสรีภาพในการพูดและเสรีภาพของพลเมืองอื่น ๆ ได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความโปร่งใส เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวงกว้าง และเกิดการอภิปรายอย่างเปิดเผย ทำให้ง่ายต่อการระบุนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวม จึงเป็นที่มีของคำถามที่ว่า “แล้วภาคธุรกิจไทยสามารถช่วยพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศได้หรือไม่?” ซึ่งหลายท่านอาจมองว่าคำถามนี้ตอบได้ยาก แต่หากมองให้ดี ๆ ก็จะเห็นว่าภาคธุรกิจของไทยนั้นมีบทบาทในการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอให้เห็นความสัมพันธ์ร่วมกัน (Symbiotic relationship) ระหว่างภาคธุรกิจเอกชนกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งความสัมพันธ์นี้มีความลึกซึ้งมากกว่าการที่จะเข้าใจเพียงแค่ว่า ภาคธุรกิจเอกชนและระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันมากนัก

ความสำคัญของตลาด “เสรี”

เพื่อพัฒนาภาคธุรกิจเอกชนไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น สิ่งสำคัญคือตลาดในประเทศต้องมีความ เป็น“เสรี” ซึ่งหมายความว่าหน่วยงานภาครัฐของไทยจะต้องมีการสร้างความมั่นใจและมีการสร้างหลักประกันในสี่เสาหลักที่สำคัญเพื่อให้เกิดตลาดเสรีและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเสาหลักสี่ประการนี้ประกอบด้วย (1) การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม (2) ระบบยุติธรรมที่เป็นกลาง (3) ราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และ (4) เสรีภาพทางโอกาส ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยระบบการเมืองที่เหมาะสมเท่านั้น คือ ระบอบประชาธิปไตย หากไม่มีประชาธิปไตย เสาหลักสำคัญสี่ประการเหล่านี้ก็อาจอยู่ภายใต้อิทธิพลและถูกครอบงำจากภายนอกได้

เสาหลักที่ 1 การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

สืบเนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการป้องกันการแข่งขัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่า ประเทศไทยเองก็มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (Trade Competition Commission; TCC) ขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้าของไทย อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ายังมีการตัดสินใจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าบ่อยครั้งที่ส่งผลให้สาธารณชนเกิดความสงสัยว่าคณะกรรมการนี้สามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ ซึ่งประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวอาจเป็นปัญหาในส่วนของการตีความหรือการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ในกรณีที่หากไม่มีกฎระเบียบเพื่อป้องกันการแข่งขัน การพัฒนาด้านนวัตกรรมก็จะไม่มีความก้าวหน้า ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและราคาสินค้าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในตลาดก็ควรที่จะต้องได้รับการปกป้องจากการสมรู้ร่วมคิดและควรที่จะต้องมีการประเมินบทบาทของรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง เนื่องจากรัฐวิสาหกิจอาจบิดเบือนตลาดเสรีและเป็นธรรมจากการได้รับเอกสิทธิ์ในการผูกขาด การมีตลาดเสรีและยุติธรรมจะส่งผลให้เกิดการเติบโตทางการแข่งขันและจะสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ ต้องคิดค้นและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งบริษัทที่ไม่สามารถพัฒนาและแข่งขันได้ก็จะต้องออกไปจากตลาดและไม่ควรดำเนินกิจการต่อไปเนื่องจากจะกลายเป็นภาระให้แก่สังคมโดยรวม

ดังนั้น บทบาทที่สำคัญของรัฐบาลไทยคือ การทำให้แน่ใจว่ามีการแข่งขันกันอย่างแท้จริงเมื่อมีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่มีความลำเอียงในการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาด เนื่องจากขนาดธุรกิจของธุรกิจเหล่านั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอยู่แล้ว

เสาหลักที่ 2 ระบบยุติธรรมที่เป็นกลาง

หลักนิติธรรมเป็นหลักการที่บุคคล สถาบัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องทำตามกฎหมายที่มีการประกาศใช้ต่อสาธารณะ มีการบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน มีการวินิจฉัยโดยอิสระ และมีความสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งตลาดเสรีและตลาดที่มีการแข่งขันที่ยุติธรรมก็จำเป็นที่จะต้องมีสิทธิ์ในทรัพย์สินและสัญญาที่จะสามารถปกป้องทุกอย่างได้ตั้งแต่ที่ดินไปจนถึงความคิดและข้อมูล นอกจากนี้ หลักนิติธรรมยังรวมถึง การที่ธุรกิจในตลาดจะต้องรักษาสัญญาในขณะที่รัฐวิสาหกิจจะต้องไม่อยู่เหนือกฎหมายเช่นกัน การไม่มีหลักนิติธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะทำให้การทุจริตมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจากการสังเกตก็พบได้ว่า ประเทศที่รัฐบาลมีความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตยและสามารถถูกตรวจสอบได้มักจะมีระบบตุลาการที่เข้มแข็งกว่าและมีการทุจริตน้อยกว่ามาก ขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบันมีรัฐบาลที่ไม่มีความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตยและไม่สามารถตรวจสอบได้ การใช้หลักนิติธรรมดูเหมือนจะเป็นเพียงเหตุบังเอิญเท่านั้น ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อสภาพแวดล้อมที่มั่นคงสำหรับภาคธุรกิจได้

สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ภาคธุรกิจเอกชนต้องการ แต่ธุรกิจเหล่านั้นต้องการให้ระบบยุติธรรมโดยรวมมีความเป็นกลางเพื่อสร้างความรู้สึกถึงความยุติธรรมและการได้รับการปกป้อง ดังนั้น เพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนสามารถเติบโตได้ ธุรกิจจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของตนจะได้รับการคุ้มครองและจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันทั้งหมด ดังที่มีการกล่าวกันว่า ความยุติธรรมจะต้องตาบอดหรือปราศจากอคติเพื่อที่จะสามารถปกป้องทุกคน



เสาหลักที่ 3 ราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

การกำหนดราคาสินค้าและบริการจะต้องไม่มีการสมรู้ร่วมคิดกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะต้องเกิดขึ้นเมื่อตลาดมีเสรีและมีความยุติธรรม ราคาจะต้องสะท้อนจุดตัดระหว่างต้นทุนที่แท้จริงของผู้ขายในขณะที่ผู้ซื้อก็มีความเต็มใจที่จะจ่าย อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงของรัฐบาลเพื่อครอบงำระบบโซ่อุปทานสามารถก่อให้เกิดการบิดเบือนของกลไกตลาดและเกิดการสร้างข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมแก่ธุรกิจหนึ่ง ๆ ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในประเทศไทยมักถูกมองว่ามีความเคลือบแคลงสงสัย ทำให้ประชาชนที่เสียภาษีมักจะมีข้อสงสัยอยู่เสมอว่าการใช้เงินภาษีมีความคุ้มค้าหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่มีประเด็นเรื่องของความไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน

เสาหลักที่ 4 เสรีภาพทางโอกาส

เสรีภาพในโอกาสจะไม่มีทางเกิดขึ้นหากระบบเศรษฐกิจถูกควบคุมโดยภาครัฐหรือชนชั้นสูงทางการเมือง ดังนั้น ระบบทุนนิยมแบบพวกพ้องจะต้องถูกกำจัดให้หมดไปเพื่อส่งเสริมเสรีภาพทางโอกาสและการหางาน ซึ่งการเข้าถึงโอกาสไม่ควรเป็นเฉพาะสำหรับคนที่ใกล้ชิดกับคนรวยหรือคนมีอำนาจเท่านั้น ในตลาดที่เสรีและยุติธรรมจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติตามเชื้อชาติ เพศ สถานะทางสังคม หรือภูมิหลังทางการศึกษา ซึ่งความสัมพันธ์ทางสังคม (คุณรู้จักใคร) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

รัฐบาลควรจะต้องจัดหาบริการสาธารณะที่จะรับประกันเสรีภาพทางโอกาส อาทิ การศึกษาขั้นพื้นฐานและการประกันสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยที่อำนาจของตลาดเสรีและยุติธรรมนั้นมีความสมดุลด้วยอำนาจของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะสามารถถูกตรวจสอบได้ถ้าหากมีระบอบประชาธิปไตยที่เติบโตก้าวหน้าเท่านั้น

หากสังคมไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ความเหลื่อมล้ำก็จะเพิ่มมากขึ้น และจะเป็นตัวเร่งให้เกิดผลกระทบต่อบรรยากาศการทำธุรกิจ และยิ่งในสภาวะโลกร้อนในตอนนี้การพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนก็จะทำได้ยากขึ้น เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศทั่วโลกที่มีการกระจายความมั่งคั่งมีความไม่เท่าเทียมกัน

ท้ายที่สุดแล้ว ภาคธุรกิจสามารถทำอะไรได้บ้าง?

มีความจริงที่ทราบกันดีว่า ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้นิยมในรัฐบาลเท่าไรนัก แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบต่อระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนรัฐบาลจะต้องแลกมาด้วยการให้เสรีภาพแก่สื่อและให้โอกาสภาคเอกชนได้เติบโตอย่างเสรี

ภาคธุรกิจของไทยควรจะต้องเริ่มพิจารณาแล้วว่า นโยบายการบริจาคเงินทุนให้แก่พรรคการเมืองเป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งจากการที่มีเงินทุนจำนวนมากเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองและสร้างความประทับใจว่า ระบบการเมืองมีการเอื้ออำนวยให้แก่คนรวยและมีอำนาจ ในขณะที่เสียงของประชาชนทั่วไปกลับไม่มีผลอะไรเลย

แม้ว่าการสนับสนุนทางการเงินจะไม่ถือว่าขัดต่อกฎหมายก็ตาม และยังสามารถทำให้ฐานะของผู้บริจาคเหล่านั้นแข็งแกร่งในระยะสั้น แต่หากมองกันในระยะยาว อาจมีผลในทางลบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ดังนั้น ความโปร่งใสจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากและควรจะต้องมีการติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทั้งหมดที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองได้เช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างไป ก็คือ ภาคธุรกิจไทยจำเป็นที่จะต้องสามารถแยกแยะให้ได้ระหว่างความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองกับวาระทางการเมือง

ความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง หมายถึง การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในพื้นที่สาธารณะและชุมชนในลักษณะของการได้รับข้อมูล ความมุ่งมั่น และความสร้างสรรค์ โดยที่มุ่งเน้นไปที่การทำความดี และการมีส่วนรวม ขณะที่ วาระทางการเมือง จะหมายถึง หัวข้อหรือประเด็นปัญหาที่เจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกจะให้ความสนใจ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

ดังนั้น แทนที่ภาคธุรกิจจะสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมหรือใช้จ่ายเงินให้แก่พรรคการเมืองหรือนโยบายทางการเมืองที่เฉพาะเจาะจง ภาคธุรกิจไทยควรมุ่งเน้นไปที่กระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐ รวมถึงการให้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งต่อระบอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชนทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการอภิปรายเชิงรุกเกี่ยวกับนโยบายรัฐเหล่านั้นว่าควรเป็นอย่างไร

กรณีศึกษาหนึ่งที่ชัดเจน คือ การดำเนินงานร่วมกันของภาคธุรกิจซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการดำเนินการร่วมกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากสมาคมการค้าต่าง ๆ ที่ได้มีการกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโดยรวม เช่นเดียวกันกับ หอการค้าไทยที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็นหัวหอกในการต่อต้านการทุจริต ดังนั้น สมาคมธุรกิจต่าง ๆ จึงอยู่ในสถานะที่สามารถที่จะสร้างความแตกต่างอย่างมากมาย สมาคมเหล่านี้เองก็สามารถตัดสินใจที่จะให้น้ำหนักหรือให้ความสำคัญกับการปฏิรูปทางการเมืองได้อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีสมาคมขนาดใหญ่แค่ไหนก็จะสามารถสร้างแรงผลักดันได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวแบบที่มีความครอบคลุมมากกว่าโดยที่จะต้องสามารถไปยึดโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ในประเทศไทยได้ทั้งหมด การที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้มามีส่วนร่วมจะทำให้ประเทศเริ่มพิจารณาถึงความต้องการและความปรารถนาของทุกคนที่มีส่วนได้เสียกับประเทศ และยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยง ความไว้วางใจ ความมั่นใจ และการริเริ่มที่สำคัญของประเทศต่อไป

สุดท้ายนี้ ถ้าหากต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยก้าวหน้าและรุ่งเรือง ภาคธุรกิจของไทยไม่ควรที่จะดำเนินธุรกิจตามแนวทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่จำเป็นต้องพิจารณาวิธีดำเนินการหรือรูปแบบการดำเนินงาน ใหม่ ๆ เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมกับนโยบายของรัฐบาลอย่างโปร่งใสสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน


"ข่าวประชาสัมพันธ์ ทันทุกกระแส" กับ @PRNewsThailand

เพิ่มเพื่อน
พื้นที่โฆษณา

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่โฆษณา
คำค้นแนะนำ
Link

ข่าวประชาสัมพันธ์

ฝากข่าวประชาสัมพันธ์

รับทำเว็บไซต์

รับทำเว็บไซต์โรงแรม

เว็บเซลเพจ

เว็บเซลเพจโรงแรม

โรงแรมนครศรีธรรมราช

นครศรีธรรมราช

รวมโรงแรมนครศรีธรรมราช

ผู้หญิง

เว็บไซต์ผู้หญิง

โปรโมชั่น

ความงาม

แฟชั่น

สุขภาพ

ไลฟ์สไตล์

สลากกินแบ่งรัฐบาล

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

หวย

ตรวจหวย

ลอตเตอรี่

เรียงเบอร์

รวมข่าวประชาสัมพันธ์

วงล้อนำโชค

สุ่มเลขนำโชค

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

ท้าวเวสสุวรรณ

หวยงวดนี้

เลขเด่นนำโชค

พระพิฆเนศ

นิวส์ไวร์

newswire

ไทยนิวส์ไวร์

thainewswire

จองตั๋วรถทัวร์

จองตั๋วรถทัวร์ออนไลน์

รีสอร์ทตราด

ตราดรีสอร์ท

โรงแรมตราด

Resort Trat

Trat Resort

ดูดวงไพ่ทาโรต์

ดูดวงไพ่ยิปซี

ดูดวงฟรี

ดูดวงออนไลน์

ดูดวงทั่วไป

ดูดวงการงาน

ดูดวงการเงิน

ดูดวงความรัก

ดูดวงสุขภาพ

ดูดวงการศึกษา

พื้นที่โฆษณา