รอสักครู่...

  • น.
พื้นที่โฆษณา

ข่าวสุขภาพ

ข่าวสุขภาพ - ผลวิจัยล่าสุดเผยบุหรี่คร่าชีวิตผู้คนเกือบ 8 ล้านรายในปี 2019


ชอบข่าวนี้?
พื้นที่โฆษณา

ผลวิจัยล่าสุดเผยบุหรี่คร่าชีวิตผู้คนเกือบ 8 ล้านรายในปี 2019 พบนักสูบหน้าใหม่ถึง 90% ติดบุหรี่เมื่ออายุไม่ถึง 25 ปี

จำนวนผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่เป็นจำนวนเกือบ 8 ล้านรายในปี 2019 หรือคิดเป็นหนึ่งในห้าของผู้ชายทุกคนที่เสียชีวิตนักสูบหน้าใหม่ถึง 90% ติดบุหรี่เมื่ออายุไม่ถึง 25 ปี การป้องกันไม่ให้คนวัยหนุ่มสาวเริ่มสูบบุหรี่จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการเปลี่ยนทิศทางของการลุกลามให้คนรุ่นหลังประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องทำตามพันธสัญญาเพื่อวางกรอบและบังคับใช้นโยบายควบคุมยาสูบ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มภาษีผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยการห้ามโฆษณายาสูบ รวมถึงผ่านช่องทางสื่อโซเชียล และส่งเสริมสภาพแวดล้อมไร้บุหรี่นั้น อาจช่วยไม่ให้คนวัยหนุ่มสาวคิดอยากเริ่มสูบได้แม้อัตราความชุกของการสูบบุหรี่เมื่อปรับมาตรฐานอายุทั่วโลกนั้นลดลงอย่างมากในช่วงปี 1990 และ 2019 แต่ไม่พบความคืบหน้าในทางเดียวกันนี้กับยาสูบแบบเคี้ยว โดยในเอเชียใต้นั้นมีอัตราการใช้ยาสูบแบบเคี้ยวเมื่อปรับตามอายุสูงถึง 25% ในกลุ่มผู้ชายอายุมากกว่า 15 ปี

ข้อมูลเจาะแนวโน้มการสูบบุหรี่ทั่วโลกที่ศึกษามาอย่างครอบคลุมที่สุดนั้น ได้ชูให้เห็นผลร้ายมหาศาลในเรื่องของสุขภาพ ปัจจุบัน จำนวนผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะหลัก 1.1 พันล้านรายในปี 2019 โดยมีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบมากถึง 7.7 ล้านคน หรือคิดเป็นหนึ่งในห้าของผู้ชายทุกคนที่เสียชีวิต

สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคืออัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง ประเทศต่าง ๆ กว่าครึ่งหนึ่งทั่วโลกยังไม่มีความคืบหน้าในการลดการสูบบุหรี่ในกลุ่มคนอายุ 15-24 ปี โดยนักสูบหน้าใหม่ถึง 89% ติดบุหรี่เมื่ออายุไม่ถึง 25 ปี การป้องกันไม่ให้คนวัยหนุ่มสาวติดสารนิโคตินในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ จะเป็นสิ่งสำคัญในการกำจัดการใช้ยาสูบในหมู่คนรุ่นหลัง

ผลการศึกษาใหม่ 3 ฉบับที่เผยแพร่ในวารสาร The Lancet และ The Lancet Public Health โดยองค์กร Global Burden of Disease ซึ่งนำโดยสถาบัน Institute for Health Metrics and Evaluation นั้น ใช้ข้อมูลจากการสำรวจที่เป็นตัวแทนระดับประเทศ 3,625 รายการ รายงานเหล่านี้ให้ตัวเลขประเมินอัตราความชุกของการสูบบุหรี่ทั่วโลก ครอบคลุม 204 ประเทศในกลุ่มชายและหญิงอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งรวมถึงอายุที่เริ่มสูบ โรคที่เกี่ยวข้อง และความเสี่ยงทั้งกับผู้ที่ยังสูบอยู่และเลิกสูบไปแล้ว เช่นเดียวกับการวิเคราะห์แนวโน้มในการใช้ยาสูบแบบเคี้ยวทั่วโลกที่มีขึ้นเป็นครั้งแรก

รายงานวิจัยดังกล่าวได้เผยแพร่ก่อนที่จะถึงวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคมนี้ โดยผู้เขียนรายงานได้เรียกร้องให้ทุกประเทศ เร่งวางกรอบและบังคับใช้นโยบายที่มีหลักฐานรองรับอย่างครอบคลุม เพื่อลดความชุกของการใช้ยาสูบและป้องกันไม่ให้มีคนคิดอยากเริ่มสูบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวและวัยรุ่น

ศาสตราจารย์ Emmanuela Gakidou ผู้นิพนธ์หลักประจำสถาบัน Institute for Health Metrics and Evaluation (IHME) ในสังกัดมหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า [1] "การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่คุกคามสุขภาพของผู้คนทั่วโลก ทว่าหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกยังไม่มีการควบคุมยาสูบอย่างเพียงพอ การที่หลาย ๆ ประเทศมีความชุกในการสูบบุหรี่ค่อนข้างสูงในกลุ่มวัยรุ่น ขณะที่ยังคงมีผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องนั้น แสดงให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับการควบคุมยาสูบอีกเท่าตัว หากคน ๆ หนึ่งไม่ติดการสูบบุหรี่เป็นประจำภายในอายุ 25 ปีนั้น คนเหล่านั้นก็ไม่น่าจะกลายเป็นผู้สูบบุหรี่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นโอกาสสำคัญในการเข้าแทรกแซง เพื่อป้องกันไม่ให้วัยรุ่นคิดเริ่มสูบบุหรี่และช่วยให้พวกเขามีสุขภาพดีขึ้นตลอดทั้งชีวิตที่เหลือ"

จำนวนผู้สูบบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นการต่อสู้อันสูงชันในการควบคุมยาสูบทั่วโลก

นับตั้งแต่ปี 1990 ความชุกในการสูบบุหรี่ของผู้ชายทั่วโลกปรับตัวลดลง 27.5% และสำหรับผู้หญิงก็ปรับตัวลดลงถึง 37.7% อย่างไรก็ดี ความชุกในการสูบบุหรี่ของผู้ชายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน 20 ประเทศ ขณะที่มี 12 ประเทศที่พบความชุกในการสูบบุหรี่ของผู้หญิงเพิ่มขึ้น

ในประเทศต่าง ๆ กว่าครึ่งหนึ่ง การปรับตัวลดลงของความชุกนั้นตามการเติบโตของประชากรไม่ทัน และจำนวนผู้สูบบุหรี่ยังคงเพิ่มขึ้น โดย 10 ประเทศที่มีผู้บริโภคยาสูบมากที่สุดในปี 2019 นั้น คิดเป็นสัดส่วนรวมกันเกือบสองในสามของผู้ใช้ยาสูบทั่วโลก ประเทศเหล่านี้ได้แก่จีน อินเดีย อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย บังกลาเทศ ญี่ปุ่น ตุรกี เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งผู้ใช้ยาสูบถึงหนึ่งในสาม (341 ล้านคน) นั้นมาจากจีน

ในปี 2019 การสูบบุหรี่มีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดราว 1.7 ล้านคน, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 1.6 ล้านคน, มะเร็งปอดและหลอดลม 1.3 ล้านคน และโรคหลอดเลือดสมองเกือบ 1 ล้านคน ผลการศึกษาที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่สูบบุหรี่มานานกว่าหนึ่งในสองจะเสียชีวิตโดยมีสาเหตุที่เชื่อมโยงกับการสูบบุหรี่โดยตรง และผู้สูบบุหรี่จะมีอายุขัยน้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยสูบเลยเฉลี่ยถึง 10 ปี

การเสียชีวิตที่มาจากการบริโภคยาสูบนั้นประมาณ 87% เกิดขึ้นกับผู้ที่ยังคงสูบอยู่ โดยมีเพียง 6% ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เลิกสูบไปแล้วก่อนหน้านั้นอย่างน้อย 15 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์สำคัญทางสุขภาพจากการเลิกสูบ

ปี 2019 มีการบริโภคยาสูบคิดเป็นบุหรี่ได้ราว 7.4 ล้านล้านมวน (นับรวมผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดมีควัน ทั้งบุหรี่โรงงาน บุหรี่มวนเอง ซิการ์ ซิการิโล ไปป์ ชิชา รวมถึงผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคอย่างบิดีและบุหรี่กานพลู) หรือคิดเป็นวันละ 2.03 หมื่นล้านมวนทั่วโลก ประเทศที่มีการบริโภคต่อหัวมากที่สุดส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป และสำหรับทั่วโลกนั้น ผู้ชายที่สูบบุหรี่เป็นสัดส่วนหนึ่งในสาม และผู้หญิงที่สูบบุหรี่หนึ่งในห้า บริโภคยาสูบคิดเป็นบุหรี่ได้วันละกว่า 20 มวน

15-24 ปี ช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนทิศทางการลุกลามของยาสูบ

Marissa Reitsma ผู้นิพนธ์หลักในการวิจัยการสูบบุหรี่ประจำสถาบัน IHME [1] กล่าวว่า "การศึกษาทางพฤติกรรมและชีววิทยาบ่งชี้ว่า วัยรุ่นมีความเสี่ยงที่จะติดบุหรี่ค่อนข้างมาก โดยการที่อัตราเลิกบุหรี่จะอยู่ในระดับสูงได้นั้นยังคงเป็นเรื่องยากทั่วโลก ยาสูบก็ยังจะคงลุกลามต่อไปอีกหลายปี จนกว่าประเทศต่าง ๆ จะลดจำนวนนักสูบหน้าใหม่ลงได้อย่างมากในแต่ละปี และเมื่อประเมินจากการที่นักสูบ 9 ใน 10 รายเริ่มติดบุหรี่ก่อนอายุ 25 แล้ว การทำให้วัยรุ่นไม่แตะบุหรี่ไปจนถึงช่วงวัย 20 กลาง ๆ นั้น จะทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างมากสำหรับคนรุ่นต่อไป"

ในปี 2019 คาดว่าผู้สูบบุหรี่ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 24 ปีนั้นมีจำนวนประมาณ 155 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 20.1% สำหรับวัยรุ่นชาย และ 5.0% สำหรับวัยรุ่นหญิงทั่วโลก

ผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่อยู่ราวสองในสาม (65.5%) เริ่มสูบบุหรี่ก่อนอายุ 20 ปี และ 89% เริ่มสูบก่อนอายุ 25 ปี สิ่งนี้แสดงให้เห็นช่วงอายุสำคัญซึ่งเผยให้เห็นถึงพฤติกรรมการติดสารนิโคติน จนกลายเป็นผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

เมื่อปี 2019 นั้น พบวัยรุ่นกว่าหนึ่งในสามกลายเป็นผู้สูบบุหรี่เป็นประจำใน 12 ประเทศและดินแดน ได้แก่ บัลแกเรีย โครเอเชีย ลัตเวีย ฝรั่งเศส ชิลี ตุรกี และกรีนแลนด์ เช่นเดียวกับ 5 หมู่เกาะแปซิฟิก

ในภาพรวมทั่วโลกนั้น ความชุกของการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่นได้ปรับตัวลดลงระหว่างปี 1990 และ 2019 ทั้งวัยรุ่นชาย (-32.9%) และวัยรุ่นหญิง (-37.6%) ประเทศต่าง ๆ มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ต่างกัน โดยมีเพียง 81 ประเทศที่ลดความชุกในหมู่วัยรุ่นลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศต่าง ๆ กว่าครึ่งหนึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ในหลาย ๆ ประเทศนั้น ความคืบหน้าในการลดความชุกของการสูบบุหรี่ตามการเพิ่มขึ้นของประชากรไม่ทัน ทำให้จำนวนวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยอินเดีย อียิปต์ และอินโดนีเซีย มีจำนวนวัยรุ่นชายสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ขณะที่ตุรกี จอร์แดน และแซมเบีย มีจำนวนวัยรุ่นหญิงสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นมากที่สุด

ในภาพรวมทั่วโลก อายุเฉลี่ยในการเริ่มสูบบุหรี่เป็นประจำนั้นอยู่ที่ 19 ปี โดยยุโรปและทวีปอเมริกามีอายุเฉลี่ยในการเริ่มสูบบุหรี่น้อยที่สุด ซึ่งเดนมาร์กเป็นประเทศที่มีอายุเฉลี่ยในการเริ่มสูบบุหรี่น้อยที่สุด (16.4 ปี) ส่วนเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และแอฟริกาใต้สะฮารา มีอายุเฉลี่ยในการเริ่มสูบบุหรี่มากที่สุด ซึ่งโตโกเป็นประเทศที่มีอายุเฉลี่ยในการเริ่มสูบบุหรี่มากที่สุด (22.5 ปี)

คุณ Reitsma กล่าวเสริมว่า "เห็นได้ชัดเจนว่า ในประเทศที่ความชุกของการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่นได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญนั้น อายุในการเริ่มสูบบุหรี่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแม้เวลาผ่านไป สิ่งนี้เป็นหลักฐานสนับสนุนว่า การแทรกแซงช่วยป้องกันการสูบบุหรี่ เมื่อเทียบกับแค่ยืดช่วงอายุในการเริ่มสูบบุหรี่ออกไป"

ยาสูบแบบเคี้ยวจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเข้มงวดกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียใต้

ทั่วโลกนั้น มีผู้บริโภคยาสูบแบบเคี้ยวถึง 273.9 ล้านคนในปี 2019 คิดเป็นอัตราความชุกเมื่อปรับตามอายุได้ 6.5% สำหรับผู้ชาย และเกือบ 3% สำหรับผู้หญิงอายุเกิน 15 ปี ผู้บริโภคยาสูบแบบเคี้ยวส่วนใหญ่ (228.2 ล้านคน; 83.3%) ในปี 2019 นั้นมาจากภูมิภาคเอเชียใต้ โดยประเทศที่มีผู้บริโภคยาสูบแบบเคี้ยวมากที่สุดคืออินเดีย 185.8 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 68% ของผู้บริโภคยาสูบแบบเคี้ยวทั่วโลก ขณะที่บังกลาเทศ เนปาล และภูฏาน มีอัตราความชุกของการบริโภคยาสูบแบบเคี้ยวค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน

Parkes Kendrick ผู้นิพนธ์หลักในการวิจัยเรื่องยาสูบแบบเคี้ยวประจำสถาบัน IHME [1] กล่าวว่า "ยาสูบแบบเคี้ยวมีความเสี่ยงต่อสุขภาพที่มีเอกสารรองรับแล้ว โดยมีหลักฐานหนักแน่นในเรื่องความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งช่องปาก แม้ความชุกของการสูบบุหรี่ทั่วโลกได้ปรับตัวลดลง แต่ยาสูบแบบเคี้ยวไม่ได้ลดลงตาม บ่งชี้ว่าความพยายามในการควบคุมนั้นมีผลต่อความชุกของการสูบบุหรี่มากกว่ายาสูบแบบเคี้ยวในบางประเทศ การกวดขันระเบียบกำกับดูแลและนโยบายที่มุ่งควบคุมยาสูบแบบเคี้ยวโดยเฉพาะนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบเอเชียใต้ที่มีอัตราชุกสูง"

การเข้าแทรกแซงของภาคอุตสาหกรรมและบทบาทภาคการเมืองที่ลดลง ทำให้การควบคุมยาสูบเป็นไปอย่างล่าช้าทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็น

สนธิสัญญาด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติฉบับแรกอย่างกรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (WHO FCTC) ได้มีผลบังคับใช้ และกลายเป็นกฎหมายที่มีผลผูกพันในระดับนานาชาติเมื่อปี 2005 โดย WHO FCTC มีการวางนโยบายแทรกแซงอย่างมีหลักฐานรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการลดความสามารถในการซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบด้วยการเก็บภาษี การผ่านกฎหมายปลอดบุหรี่อย่างครอบคลุม ห้ามขายบุหรี่ให้ผู้เยาว์ บังคับให้แสดงคำเตือนเกี่ยวกับสุขภาพบนบรรจุภัณฑ์ และห้ามโฆษณา ส่งเสริมการขาย และสนับสนุนยาสูบ

นับตั้งแต่ปี 2005 FCTC มีผู้ให้สัตยาบันทั้งสิ้น 182 ประเทศ แต่นับจนถึงปี 2018 มีเพียง 62 ประเทศที่มีนโยบายปลอดบุหรี่อย่างครอบคลุม โดยมี 23 ประเทศให้บริการสนับสนุนการเลิกบุหรี่อย่างเต็มรูปแบบ, 91 ประเทศบังคับให้แสดงภาพเตือนเกี่ยวกับสุขภาพ, 48 ประเทศมีคำสั่งห้ามโฆษณา ส่งเสริมการขาย และสนับสนุนอย่างครอบคลุม และ 38 ประเทศเรียกเก็บภาษียาสูบในระดับที่แนะนำ

การเก็บภาษียาสูบเป็นมาตรการที่คุ้มทุนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผนวกรวมกับการจัดสรรรายได้จากการเก็บภาษีดังกล่าวไปเป็นงบหนุนโครงการควบคุมยาสูบ บริการดูแลสุขภาพ และบริการสนับสนุนสังคมลักษณะอื่น ๆ การลดความสามารถในการซื้อก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดอัตราการสูบในหมู่วัยรุ่นด้วยเช่นกัน

ในช่วงปี 2008-2018 มีประเทศรายได้ต่ำเพียง 33% ที่ความสามารถในการซื้อบุหรี่ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับ 38% ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง และ 72% ในประเทศรายได้สูง โดยประเทศรายได้ต่ำและปานกลางเผชิญกับความท้าทายจากการเติบโตของประชากร ซึ่งทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ถึงอย่างนั้น มาดากัสการ์เป็นประเทศรายได้ต่ำเพียงแห่งเดียวที่เก็บภาษียาสูบในระดับที่ WHO แนะนำไว้

ในขณะที่อุตสาหกรรมยาสูบได้คิดหาวิธีการใหม่ ๆ โดยใช้สื่อโซเชียล กลยุทธ์ในการควบคุมยาสูบก็ต้องตามให้ทันด้วย โดยกลิ่นและรสอาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดึงดูดให้เยาวชนหันมาใช้ยาสูบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามา การห้ามสารแต่งกลิ่นและรสทั้งหมด รวมถึงเมนทอล ในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่มีสารนิโคติน เช่น ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดมีควัน ไม่มีควัน บุหรี่ไฟฟ้า และยาสูบแบบให้ความร้อนนั้น เป็นวิธีการที่น่าสนใจในการลดความต้องการสูบในหมู่วัยรุ่น

ประเทศส่วนใหญ่ได้กำหนดอายุในการซื้อบุหรี่ตามกฎหมายไว้ที่ 16 หรือไม่ก็ 18 ปี แต่นักสูบถึงสามในสี่เริ่มสูบก่อนอายุ 21 ผู้นิพันธ์รายงานดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นหลักฐานจากการวิจัยบางฉบับ ที่แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่การเพิ่มอายุในการซื้อบุหรี่ตามกฎหมายมีต่ออัตราการสูบบุหรี่ โดยในภาพรวมทั่วโลกนั้น อายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่สูงสุดที่พบคือ 21 ปี โดยมี 6 ประเทศที่กำหนดอายุไว้ที่ระดับดังกล่าว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อูกันดา ฮอนดูรัส ศรีลังกา ซามัว และคูเวต

ดร. Vin Gupta ผู้ร่วมนิพนธ์ประจำสถาบัน IHME กล่าวว่า "แม้บางประเทศมีความคืบหน้า แต่การเข้าแทรกแซงของภาคอุตสาหกรรมและบทบาทภาคการเมืองที่ลดลง ทำให้เกิดช่องว่างอันใหญ่หลวงและไม่หายไประหว่างความรู้ความเข้าใจกับการลงมือควบคุมยาสูบทั่วโลก การห้ามโฆษณา ส่งเสริมการขาย และสนับสนุน จำเป็นต้องครอบคลุมสื่ออินเทอร์เน็ตด้วย แต่มีเพียงหนึ่งในสี่ประเทศที่มีคำสั่งห้ามการโฆษณาทางตรงและทางอ้อมครอบคลุมทุกช่องทาง และแม้จะพบความเชื่อมโยงกับการเริ่มสูบบุหรี่ของวัยรุ่นอย่างชัดเจน แต่มีไม่ถึง 60 ประเทศที่ออกกฎหมายห้ามใช้สารแต่งกลิ่นและรสบางส่วนกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ การอุดช่องว่างเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องเยาวชนจากอิทธิพลของยาสูบ" [1]

ประการสุดท้าย ผู้นิพนธ์ได้ชี้แจงถึงข้อจำกัดในการวิจัยทั้ง 3 ฉบับนี้ด้วย โดยข้อมูลการบริโภคยาสูบนั้นเป็นการให้ข้อมูลด้วยตนเองของผู้ถูกวิจัย อายุในการเริ่มสูบอาจตอบได้ไม่แน่ชัดเพราะจำช่วงเวลาชัดเจนไม่ได้ และผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูบบุหรี่ไม่ได้นับรวมควันบุหรี่มือสอง การวิเคราะห์ดังกล่าวมุ่งศึกษาผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบมีควันและยาสูบแบบเคี้ยว โดยไม่ได้สะท้อนถึงบุหรี่ไฟฟ้า (และระบบนำส่งนิโคตินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ) หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน

ในส่วน Comment ตามลิงก์ คุณ Alan Blum และ Ransome Eke จากมหาวิทยาลัยอลาบามา ในเมืองทัสคาลูซา สหรัฐอเมริกา (ซึ่งไม่ได้มีส่วนในการวิจัยดังกล่าว) เขียนไว้ว่า "การแก้ไขปัญหาการลุกลามของการสูบบุหรี่ทั่วโลกได้กลายเป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การควบคุมยาสูบ ซึ่งเป็นคำที่แวดวงวิชาการเริ่มใช้เมื่อช่วงปี 1990 เพื่อไม่ให้ปนกับนักเคลื่อนไหวกลุ่มรากหญ้าที่ต่อต้านการสูบบุหรี่อย่างสุดโต่งนั้น ยังคงตกอยู่ในวังวนการวิจัยพรรณนาสิ่งต่าง ๆ ที่ให้ข้อมูลสนับสนุนนโยบายลดการสูบบุหรี่ อย่างไรก็ดี สิ่งนี้ไม่เหมือนกับการควบคุมยุง เพราะตัวพาหะอย่างอุตสาหกรรมยาสูบ ยังคงอยู่รอดและเติบโต อุตสาหกรรมดังกล่าวเหมือนกับไวรัสที่กลายพันธุ์เรื่อย ๆ เพราะคอยปรับตัวหาทางจัดการกับความพยายามต่าง ๆ ทางกฎหมายและกำกับดูแลอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้อยู่รอดจากการถูกขัดขวางไม่ให้ขาย ส่งเสริม และใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยาสูบ การเก็บภาษีหรือภาษีบาปอาจไม่ได้เป็นนโยบายควบคุมยาสูบที่ได้ผลที่สุดเสมอไป แต่การจะพูดเช่นนั้นอาจถูกหัวเราะเยาะเอาได้ การเก็บภาษีบุหรี่อาจกำหนดให้สูงขึ้นเพื่อบดขยี้อุตสาหกรรมยาสูบได้ แต่ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนต้องการไปถึงขั้นนั้น รัฐบาลต่างพึ่งพารายได้ส่วนนี้เพื่อลดการขาดดุล และใช้กับเรื่องอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากการควบคุมการสูบบุหรี่.... อุตสาหกรรมยาสูบยังคงเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งในการควบคุมยาสูบ ที่เห็นได้ชัดคือบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ของรัฐ เช่นจีนที่ผูกขาดการผลิตยาสูบในตลาดบุหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งนับเป็นปัญหาท้าทายสำคัญต่อวงการสาธารณสุข ขณะที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลี สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน และอีกหลายประเทศ ก็เป็นแหล่งที่ตั้งของบริษัทยาสูบทรงอิทธิพลหลายแห่งด้วยเช่นกัน... ความหวังในการยุติการลุกลามของยาสูบนั้นอยู่ในความมุ่งมั่นของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทุกคน เพื่อยกให้การป้องกันการสูบบุหรี่ การเลิกบุหรี่ และการป้องกันไม่ให้กลับมาสูบซ้ำเป็นเรื่องสำคัญที่สุด"

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ
การวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก Bloomberg Philanthropies และมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation

[1] ถ้อยแถลงโดยตรงจากผู้นิพนธ์ โดยไม่อยู่ในเนื้อความของบทความนี้

บทความเกี่ยวกับแนวโน้มการบริโภคยาสูบทั่วโลก ( The Lancet) http://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(21)01169-7/fulltext
บทความเกี่ยวกับการเริ่มสูบบุหรี่ของวัยรุ่น ( The Lancet Public Health ) http://www.thelancet.com/journals/lanpub/article/PIIS2468-2667(21)00102-X/fulltext
บทความเกี่ยวกับยาสูบแบบเคี้ยว ( The Lancet Public Health ) http://www.thelancet.com/journals/lanpub/article/PIIS2468-2667(21)00065-7/fulltext

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/1156878/IHME_Logo.jpg


"ข่าวประชาสัมพันธ์ ทันทุกกระแส" กับ @PRNewsThailand

เพิ่มเพื่อน
พื้นที่โฆษณา

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่โฆษณา
คำค้นแนะนำ
Link

ข่าวประชาสัมพันธ์

ฝากข่าวประชาสัมพันธ์

รับทำเว็บไซต์

รับทำเว็บไซต์โรงแรม

เว็บเซลเพจ

เว็บเซลเพจโรงแรม

โรงแรมนครศรีธรรมราช

นครศรีธรรมราช

รวมโรงแรมนครศรีธรรมราช

ผู้หญิง

เว็บไซต์ผู้หญิง

โปรโมชั่น

ความงาม

แฟชั่น

สุขภาพ

ไลฟ์สไตล์

สลากกินแบ่งรัฐบาล

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

หวย

ตรวจหวย

ลอตเตอรี่

เรียงเบอร์

รวมข่าวประชาสัมพันธ์

วงล้อนำโชค

สุ่มเลขนำโชค

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

ท้าวเวสสุวรรณ

หวยงวดนี้

เลขเด่นนำโชค

พระพิฆเนศ

นิวส์ไวร์

newswire

ไทยนิวส์ไวร์

thainewswire

จองตั๋วรถทัวร์

จองตั๋วรถทัวร์ออนไลน์

รีสอร์ทตราด

ตราดรีสอร์ท

โรงแรมตราด

Resort Trat

Trat Resort

ดูดวงไพ่ทาโรต์

ดูดวงไพ่ยิปซี

ดูดวงฟรี

ดูดวงออนไลน์

ดูดวงทั่วไป

ดูดวงการงาน

ดูดวงการเงิน

ดูดวงความรัก

ดูดวงสุขภาพ

ดูดวงการศึกษา

พื้นที่โฆษณา